top of page

กระแส "Made in USA" กลับมาคึกคัก ผู้บริโภคอเมริกันเลือกซื้อสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น รับเทศกาลวันหยุด

  • รูปภาพนักเขียน: TK
    TK
  • 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ree

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568


นิวยอร์ก – ในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี 2568 (2025) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการหลังวันขอบคุณพระเจ้า มีแนวโน้มที่น่าสนใจเกิดขึ้นอย่างชัดเจน นั่นคือ ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ติดป้าย "Made in USA" มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และกระแสความรักชาติที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่


นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้ง รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินนโยบาย "America First" อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและประเทศคู่ค้าอื่นๆ มาตรการดังกล่าวแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจทำให้ราคาสินค้าโดยรวมสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ และทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าที่ต้องแบกรับภาระภาษี


ผลสำรวจล่าสุดจากสมาคมผู้บริโภคแห่งชาติ (National Consumers League) ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ ชี้ว่า กว่า 60% ของผู้ซื้อชาวอเมริกันระบุว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้นในเทศกาลวันหยุดนี้ โดยให้เหตุผลหลัก 3 ประการ คือ


  1. การสนับสนุนเศรษฐกิจชาติ ผู้บริโภคต้องการให้เงินของพวกเขาสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจในอเมริกาโดยตรง

  2. ความเชื่อมั่นในคุณภาพ สินค้า "Made in USA" ถูกมองว่ามีมาตรฐานการผลิตที่สูงกว่าและน่าเชื่อถือกว่า

  3. ผลกระทบจากราคาสินค้านำเข้า เมื่อราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้นจากภาษี ทำให้ราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศดูน่าสนใจมากขึ้น


นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคาแล้ว กระแสสังคมและการรณรงค์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้กระตุ้นความรู้สึกรักชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ชาวอเมริกัน การเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศจึงไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการสนับสนุนประเทศชาติของตนเอง


แบรนด์สินค้าต่างๆ ที่มีฐานการผลิตในสหรัฐฯ ต่างก็ตอบรับกระแสนี้อย่างรวดเร็ว โดยชูจุดขายเรื่อง "Made in USA" อย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์และในแคมเปญโฆษณาช่วงเทศกาลวันหยุด หลายบริษัทรายงานว่ายอดสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับสินค้าบางประเภทพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกบางส่วนมองว่า แม้กระแส "Made in USA" จะมาแรง แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงอ่อนไหวต่อราคาเป็นอย่างมาก และหากราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศสูงกว่าสินค้านำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจทำให้แนวโน้มนี้ไม่ยั่งยืนในระยะยาว


ถึงกระนั้น ในช่วงเทศกาลวันหยุดปี 2568 นี้ ป้าย "Made in USA" ได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ซื้อที่ทรงพลัง และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านโยบายเศรษฐกิจและการเมือง สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน


ความคิดเห็น


bottom of page