ความตึงเครียดปะทุใน 2 เมืองใหญ่ หลังเหตุยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง (ICE)
- Thai American Media reporter

- 7 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

ซีแอตเทิล, วอชิงตัน – สถานการณ์ในเมืองมินนีแอโพลิสและพอร์ตแลนด์ยังคงร้อนระอุ หลังจากเกิดเหตุยิงประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) และหน่วยงานตระเวนชายแดน (Border Patrol) จนทำให้ผู้คนจำนวนมากออกมาประท้วงบนท้องถนน เหตุการณ์นี้ได้สร้างรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นกับรัฐบาลกลางของทรัมป์
โศกนาฏกรรมครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 7 มกราคม เมื่อ คุณเรเน นิโคล กู๊ด คุณแม่ลูกสามวัย 37 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตในรถยนต์ของเธอเอง เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกเป็นวิดีโอและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สร้างความไม่พอใจไปทั่วสังคม
ทางด้าน คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ ICE ได้ออกมาแถลงว่าคุณกู๊ดพยายามใช้รถยนต์เป็นอาวุธเพื่อขับชนเจ้าหน้าที่ และเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการก่อการร้ายในประเทศ
แต่คำชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลกลางกลับถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พวกเขาได้นำหลักฐานจากวิดีโอมาโต้แย้งและเรียกร้องให้มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ผู้ก่อเหตุ ความขัดแย้งบานปลายจนทำให้สำนักงานสืบสวนอาชญากรรมของรัฐมินนิโซตาต้องถอนตัวจากการสอบสวนร่วม โดยอ้างว่าไม่ได้รับความร่วมมือในการส่งมอบหลักฐานจากฝั่งรัฐบาลกลาง
เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจและสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ จึงได้ประกาศให้วันที่ 9 มกราคมเป็น "วันแห่งความสามัคคี" เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณกู๊ด และขอให้ชาวเมืองร่วมกันยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงเธอ
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเกิดเหตุการณ์คล้ายกันในอีกหนึ่งวันถัดมา ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน เจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนได้ยิงผู้ต้องสงสัย 2 คนในรถยนต์จนบาดเจ็บ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอ้างว่าคนขับเป็นสมาชิกแก๊งจากเวเนซุเอลาที่พยายามใช้รถเป็นอาวุธ
เหตุการณ์ซ้ำรอยนี้ทำให้ นายกเทศมนตรีเมืองพอร์ตแลนด์ คีธ วิลสัน สั่งให้ ICE หยุดปฏิบัติการทั้งหมดในเมืองทันทีจนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ พร้อมกับกล่าวว่า "เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะเชื่อคำพูดของรัฐบาลกลางได้อีกต่อไป"
เสียงสะท้อนจากนักการเมืองท้องถิ่นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เคย์ซี จามา ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภารัฐออริกอน ได้กล่าวอย่างดุดันในงานแถลงข่าวว่า "เราไม่ต้องการพวกคุณ พวกคุณไม่เป็นที่ต้อนรับ และต้องออกไปให้พ้นจากชุมชนของเรา" ความโกรธแค้นของผู้คนได้แปรเปลี่ยนเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่ในมินนีแอโพลิสและพอร์ตแลนด์เท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังนิวยอร์กซิตี้และวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีรายงานการจับกุมผู้ประท้วงเกิดขึ้น และคาดว่าจะมีการชุมนุมเพิ่มเติมอีกหลายแห่งทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์นี้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความไว้วางใจที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีต่อการบังคับใช้นโยบายคนเข้าเมืองที่แข็งกร้าวของรัฐบาลกลาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบ
ที่มา: USA Today

ความคิดเห็น