ดนตรีสองทศวรรษ ซาวด์แทร็กแห่งความทรงจำจากยุคเทปสู่ยุคซีดี
- ชะนีตีข่าว

- 7 ธ.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 11 ธ.ค. 2568

ถ้าพูดถึงช่วงเวลาที่ดนตรีเบ่งบานและสร้างความทรงจำให้กับผู้คนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นสองทศวรรษที่เชื่อมต่อกันอย่างยุค 80 และ 90 ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในเด็กยุค 90 ความทรงจำวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุดคือภาพของตัวเองในชุดนักเรียน นั่งอยู่บนรถฟังเพลงที่พี่ชายเปิดทุกเช้าระหว่างทางไปโรงเรียน เพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นซาวด์แทร็กประจำวันโดยไม่รู้ตัว เป็นบทเพลงที่ส่งต่อมาจากยุค 80 อันรุ่งเรือง สู่ยุค 90 ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปสำรวจภูมิทัศน์ทางดนตรีอันน่าจดจำของทั้งสองยุคสมัย ที่ซึ่งเสียงสังเคราะห์และกีตาร์ไฟฟ้าได้บอกเล่าเรื่องราวของคนทั้งรุ่น ผ่านการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากม้วนเทปคาสเซ็ตสู่แผ่นซีดี
ก่อนจะไปสำรวจแนวเพลง เราต้องพูดถึงหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนยุคสมัย นั่นคือรูปแบบการฟังเพลง ยุค 80 คือยุคทองของ เทปคาสเซ็ต อย่างแท้จริง เครื่องเล่นวอล์คแมน (Walkman) ได้มอบอิสรภาพให้ผู้คนสามารถพกพาเสียงดนตรีไปได้ทุกที่ การอัดเพลงจากวิทยุหรือการทำ "เทปเพลงรัก" ให้ใครสักคนกลายเป็นวัฒนธรรมที่น่าจดจำ แม้จะต้องเจอกับปัญหาเทปยืดหรือโดนเครื่องเล่นกินเทปไปบ้าง แต่นั่นก็คือเสน่ห์ของยุคอนาล็อกที่ทำให้ทุกบทเพลงมีความหมาย
จนกระทั่งการมาถึงของ คอมแพคดิสก์ (Compact Disc) หรือซีดีในช่วงปลายยุค 80 และได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในยุค 90 ได้เปลี่ยนประสบการณ์การฟังเพลงไปอย่างสิ้นเชิง แผ่นดิสก์สีเงินวาววับที่ให้คุณภาพเสียงคมชัดราวกับคริสตัล และความสามารถในการกดข้ามเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอเทป ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ฟัง แต่ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมดนตรี ทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์อัลบั้มที่มีความยาวมากขึ้นและมีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น เป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการฟังเพลงอย่างแท้จริง

ยุค 80 คือทศวรรษแห่งความเจิดจ้า ทั้งในด้านแฟชั่นและดนตรี เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จากเครื่องสังเคราะห์เสียง หรือ ซินธิไซเซอร์ (Synthesizer) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและให้กำเนิดแนวเพลงที่เรียกว่า ซินธ์ป็อป (Synth-Pop) ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยท่วงทำนองที่ล้ำสมัย วงดนตรีอย่าง Duran Duran และ Depeche Mode ได้นำพาดนตรีแนวนี้ให้โด่งดังไปทั่วโลก ขณะเดียวกัน ยุคนี้ยังเป็นยุคแจ้งเกิดของราชาและราชินีเพลงป็อปที่กลายเป็นไอคอนแห่งยุคสมัยอย่างไม่มีใครเทียบได้อย่าง Michael Jackson ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยอัลบั้ม "Thriller" ที่ปฏิวัติวงการมิวสิกวิดีโอไปตลอดกาล ในขณะที่ Madonna ก็ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับศิลปินหญิงด้วยความกล้าและสไตล์อันจัดจ้านผ่านเพลง "Like a Virgin" และยังมี Prince ศิลปินอัจฉริยะผู้ผสมผสานดนตรีหลากหลายแนวทางไว้ในผลงานของเขา
ฟากฝั่งของดนตรีร็อกก็ร้อนแรงไม่แพ้กันกับแนว แกลมเมทัล (Glam Metal) ที่มาพร้อมกับแฟชั่นผมยาวฟูฟ่องและเสื้อผ้าสุดอลังการ อย่างวง Bon Jovi และ Poison ได้
สร้างสรรค์บทเพลงร็อกที่ติดหูและทรงพลัง

นอกจากนี้ วัฒนธรรม ฮิปฮอป (Hip-Hop) ก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากย่านบร็องซ์ในนิวยอร์ก และเริ่มเดินทางเข้าสู่กระแสหลักผ่านศิลปินอย่าง Run-D.M.C. ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ความยิ่งใหญ่ในทศวรรษถัดไป
สำหรับวงการเพลงไทยในยุค 80 นั้น ถือเป็นยุคทองของวงดนตรีสตริงคอมโบอย่าง ดิ อินโนเซ้นท์ และการมาถึงของวงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานอย่าง คาราบาว รวมถึงการแจ้งเกิดของเกิร์ลกรุ๊ปยุคแรกๆ ที่ครองใจวัยรุ่นอย่าง สาว สาว สาว ซึ่งทั้งหมดนี้ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับวงการเพลงไทยก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุค 90

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 90 โลกดนตรีได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง กระแส กรันจ์ (Grunge) ที่มีต้นกำเนิดจากเมืองซีแอตเทิลได้เข้ามาท้าทายดนตรีกระแสหลัก ด้วยซาวด์ดนตรีที่ดิบกร้านและเนื้อหาที่สะท้อนความรู้สึกแปลกแยกและเกรี้ยวกราดของคนรุ่นใหม่อย่าง วง Nirvana ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแนวเพลงนี้ และเพลง "Smells Like Teen Spirit" ก็เปรียบเสมือนเพลงชาติของวัยรุ่น Gen-X ทั่วโลก ในขณะเดียวกัน กระแสฮิปฮอปที่ก่อตัวในยุค 80 ก็ได้เติบโตจนกลายเป็นแนวเพลงที่ทรงอิทธิพลที่สุด เกิดเป็นการแข่งขันอันดุเดือดระหว่างฝั่ง East Coast และ West Coast ที่มีศิลปินระดับตำนานอย่าง 2Pac และ The Notorious B.I.G. เป็นผู้นำ
ส่วนเพลงป็อปก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีปรากฏการณ์บอยแบนด์อย่าง Backstreet Boys และ NSYNC รวมถึงศิลปินป็อปสตาร์หญิงอย่าง Britney Spears และ Christina Aguilera ที่เข้ามาครองใจวัยรุ่นทั่วโลก

สำหรับวงการเพลงไทย ยุค 90 ถือเป็น "ยุคทอง" อย่างแท้จริง เป็นทศวรรษที่อุตสาหกรรมเพลงเบ่งบานถึงขีดสุด ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดคือการมาถึงของดนตรีทางเลือก หรือ อัลเทอร์เนทีฟ ที่วง Moderndog ได้จุดประกายขึ้นและเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวงการเพลงไทยไปตลอดกาล ตามมาด้วยศิลปินและวงดนตรีอีกมากมายที่ร่วมกันสร้างยุคสมัยแห่งดนตรีทางเลือก เช่น พราว, Smile Buffalo และ Paradox ในขณะที่เพลงร็อกกระแสหลักก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด โดยมีวงดนตรีระดับตำนานอย่าง โลโซ (Loso), แบล็คเฮด (Blackhead) และ ซิลลี่ ฟูลส์ (Silly Fools) ที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงฮิตติดหูมาจนถึงปัจจุบัน
ฟากฝั่งของเพลงป็อปก็คึกคักไม่แพ้กัน ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต่างส่งศิลปินหน้าใหม่ ทั้งศิลปินเดี่ยวและกลุ่มบอยแบนด์/เกิร์ลกรุ๊ป ออกมาสร้างความสดใสให้กับวงการอย่างต่อเนื่อง ศิลปินอย่าง เจ เจตริน, มอส ปฏิภาณ, ทาทา ยัง และ แร็พเตอร์ (Raptor) ได้กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและผู้นำแฟชั่นแห่งยุคสมัย
จากเสียงซินธ์ป็อปอันล้ำสมัยในยุค 80 สู่เสียงกีตาร์ที่ดิบกร้านของกรันจ์ในยุค 90 ดนตรีทั้งสองยุค ได้สร้างสรรค์บทเพลงอันเป็นอมตะและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของผู้คนมากมาย มันไม่ใช่แค่เพลงเก่า แต่เป็นเหมือนไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนกลับไปในช่วงเวลาแห่งความสุข ความฝัน และการเติบโต เป็นยุคที่ดนตรีมีความหลากหลายและศิลปินก็เต็มไปด้วยตัวตนที่ชัดเจน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกวันนี้เรายังคงเปิดเพลงจากยุค 80 และ 90 ฟัง เพื่อย้อนวันวานและเติมพลังใจให้หายคิดถึงวันเก่าๆ เหล่านั้น เพราะนี่คือซาวด์แทร็กที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากหัวใจของเรา



ความคิดเห็น