มันเทศ เคล็ดลับเด็ดล้างลำไส้ บำรุงตับ แถมหุ่นเป๊ะ!
- อาโป
- 8 ม.ค.
- ยาว 1 นาที

เคยได้กลิ่นหอมหวานของ "มันเผา" ร้อนๆ กันบ้างไหมคะ? กลิ่นที่ทำให้เราต้องหยุดเดินแล้วหันไปมองหาต้นตอ มันเทศเนี่ยแหละค่ะ คืออาหารที่เต็มไปด้วยความทรงจำของใครหลายๆ และมันเป็นมากกว่าของกินเล่น
แต่เชื่อไหมว่ามีช่วงหนึ่งที่เจ้ามันเทศสุดอร่อยของเราถูกเมินเฉย ถูกมองว่าเป็น "ของอ้วน" บ้างล่ะ "กินแล้วท้องอืด" บ้างล่ะ จนราคาร่วงกราว กลายเป็นอาหารของน้องหมูไปซะงั้น แต่วันนี้ค่ะ เราจะมาทวงคืนศักดิ์ศรีให้มันเทศกัน เพราะวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ค้นพบความลับสุดยอดที่ซ่อนอยู่ในหัวมันสีส้มๆ นี้แล้ว บอกเลยว่าอ่านจบแล้วจะต้องรีบไปหาซื้อมันเทศมากินด่วนๆ เลย!
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ทำให้วงการสุขภาพต้องสั่นสะเทือน เขาบอกว่าแค่เรากินมันเทศนึ่งวันละ 250 กรัม (ประมาณ 1-2 หัวกลางๆ) จะสามารถช่วย "ดีท็อกซ์" (Detox) ของเสียในลำไส้ได้ถึง 40% ภายใน 24 ชั่วโมง ย้ำว่าแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แถมยังช่วยให้ลำไส้บีบตัวดีขึ้น 34% และเพิ่มปริมาณอุจจาระเกือบ 40% เลยทีเดียว ผลลัพธ์นี่มันเทียบเท่ากับการออกกำลังกายหนักๆ เลยนะ แล้ว "ขยะในลำไส้" ที่ว่านี่มันคืออะไรกันแน่ มันก็คือพวกเศษอาหารที่เราย่อยไม่หมด, เซลล์เก่าๆ ที่ผนังลำไส้, และของเสียต่างๆ ที่เกาะแน่นเป็นตังเมอยู่ตามรอยพับในลำไส้ของเรานั่นเองค่ะ ซึ่งไอ้พวกนี้มันดื้อด้านมาก การใช้ยาสวนทวารก็ช่วยได้แค่ผิวเผิน

ความลับของมันเทศอยู่ที่สารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า "แป้งทนการย่อย" หรือ Resistant Starch (RS3) ค่ะเจ้าแป้งตัวนี้มันเจ๋งตรงที่มันไม่ถูกย่อยในกระเพาะ แต่จะเดินทางตรงไปที่ลำไส้ใหญ่เพื่อไปเป็นอาหารชั้นเลิศให้กับเหล่า "โปรไบโอติกส์" (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ของเรา พอมันกินแป้งนี้เข้าไป มันก็จะผลิตสารที่เรียกว่า "บิวทีเรต" (Butyrate) ซึ่งเป็นกรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acid) ที่มีประโยชน์มหาศาล ช่วยซ่อมแซมผนังลำไส้, ลดการอักเสบ, และปรับสมดุลให้ลำไส้ของเรากลับมาแฮปปี้อีกครั้ง
พอได้ยินแบบนี้ หลายคนก็รีบไปซื้อมันเทศมากินกันใหญ่ แต่...เดี๋ยวก่อน ทำไมบางคนกินแล้วท้องอืด? บางคนกินแล้วกรดไหลย้อน หรือบางคนก็ไม่เห็นจะขับถ่ายดีขึ้นเลย?
ปัญหามันอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ของพวกเราในยุคนี้แหละค่ะ ทั้งอาหารมันๆ, ปาร์ตี้บ่อย, นอนดึก, ความเครียด สิ่งเหล่านี้มันทำลายสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรา ทำให้แบคทีเรียตัวดีๆ มันมีน้อยเกินไป พอไม่มีทหารไปช่วยย่อย Resistant Starch จากมันเทศ ร่างกายก็ผลิต Butyrate ได้ไม่เพียงพอ แถม Butyrate ที่ได้มาน้อยนิดก็ดันถูกกรดในกระเพาะทำลายไปซะก่อนจะไปถึงลำไส้ใหญ่อีก
เมื่อการกินมันเทศอย่างเดียวอาจไม่พอ นักวิทยาศาสตร์เลยคิดค้นโซลูชันที่ล้ำกว่านั้น คือการใช้แนวทาง "เติมแบคทีเรีย + ทำให้กรดเสถียร" ขึ้นมาค่ะ ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ "ฉาง ชิง เป้ย" ที่กำลังดังในจีน เขาใช้การผสมผสานระหว่าง ไตรบิวทีริน (Tributyrin) ซึ่งเป็น Butyrate ในรูปแบบที่เสถียรสุดๆ สามารถรอดจากกรดในกระเพาะไปปล่อยพลังที่ลำไส้ใหญ่ได้เต็มๆ กับ AKK001 ซึ่งเป็นสุดยอดสายพันธุ์แบคทีเรียที่คัดมาจากลำไส้ของคนอายุยืน 100 ปี
เจ้าแบคทีเรีย AKK001 นี้มันเก่งตรงที่สามารถไปตั้งรกรากในลำไส้เราได้ดีมาก และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อ GLP-1 ซึ่งเป็น "สัญญาณความอิ่ม" ทำให้เราไม่หิวบ่อย และยังไปเปิดสวิตช์ให้ "ไขมันสีน้ำตาล" (Brown Fat) ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินอีกด้วย
ผลการวิจัยทางคลินิกจากโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงก็ยืนยันว่า สูตรผสมนี้ทำให้คนอ้วน รอบเอวลดลง 4.3 ซม. ใน 4 สัปดาห์ และ ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 21.05% ใน 12 สัปดาห์ เลยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์แนวนี้จะฮิตมากในหมู่คนเมืองที่ชีวิตเร่งรีบและไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง

จริงๆ แล้ว มันเทศเนี่ยเป็น "สุดยอดอาหารบำบัด" ที่อยู่คู่ครัวเรามานานแล้วนะคะ ในตำราแพทย์แผนจีนโบราณอย่าง "เปิ๋นเฉ่ากังมู่" ก็บันทึกไว้ว่ามันเทศช่วยบำรุงพลังงานและร่างกายได้ดีเยี่ยม และนี่คือประโยชน์เพิ่มเติมที่หลายคนอาจยังไม่รู้
1.ช่วยคุมน้ำตาลในเลือด (Stabilize Blood Sugar) ถึงจะหวานและเป็นคาร์โบไฮเดรต แต่มันเทศมีค่า ดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) ต่ำกว่าข้าวขาวหรือขนมปังขาว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งปรี๊ด เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลหรือผู้ป่วยเบาหวานค่ะ
2.ทำให้อิ่มนาน (Enhance Satiety) ไฟเบอร์สูงปรี๊ดในมันเทศช่วยให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้นมาก ไม่ต้องคอยหาขนมจุบจิบกินตลอดวัน ใครที่กำลังไดเอทอยู่ ลองเปลี่ยนมากินมันเทศแทนข้าวหรือขนมปังดูสิคะ เวิร์คมาก
3.บำรุงผิวสวย หน้าใส (Beauty & Skincare) มันเทศอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีที่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงทั้งผิวและสายตา แถมยังมีวิตามินซีสูง ช่วยให้ผิวเด้งดึ๋ง มีความยืดหยุ่น ดูอ่อนกว่าวัยไปอีก
4.บำรุงตับ (Liver Protection) งานวิจัยใหม่ๆ ยังพบว่าในมันเทศมีสารที่ชื่อ โคลีน (Choline) ซึ่งเป็นเหมือนตัวควบคุมการเผาผลาญไขมันตามธรรมชาติ ช่วยสลายและขนส่งไขมันในตับ ไม่ให้ไขมันไปพอกตับจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้
เห็นไหมคะว่ามันเทศธรรมดาๆ ที่เราเคยมองข้าม จริงๆ แล้วมันคือซูเปอร์ฟู้ดดีๆ นี่เอง ทั้งอร่อย, ราคาไม่แพง, และมีประโยชน์ครบเครื่องขนาดนี้ อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ของกินเล่นอีกต่อไปเลยค่ะ ลองเอามันเทศมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารดูนะคะ เพื่อสุขภาพลำไส้, ผิวพรรณ, และสุขภาพโดยรวมที่ดีของเราทุกคนค่ะ!


ความคิดเห็น