top of page

รัฐบาลชัตดาวน์ทำพิษ ตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ พุ่ง 4.6% สูงสุดรอบ 4 ปี

  • รูปภาพนักเขียน: Thai American Media reporter
    Thai American Media reporter
  • 16 ธ.ค. 2568
  • ยาว 1 นาที

วอชิงตัน - วันที่ 16 ธันวาคม 2568


ข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤศจิกายนฟื้นตัวแรงเกินคาด สวนทางกับความกังวลจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคนว่างงานกลับพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการปิดทำการของรัฐบาลที่ทำให้การเก็บข้อมูลปั่นป่วน


รายงานล่าสุดจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นถึง 64,000 ตำแหน่ง ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หลังจากที่เดือนตุลาคมตัวเลขการจ้างงานดิ่งลงหนักที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ข้อมูลนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าตลาดแรงงานอเมริกันยังคงแข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจก็ตาม

แต่ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานกลับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี เรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากการปิดทำการของรัฐบาลนานถึง 43 วัน ทำให้สำนักสถิติแรงงาน หรือ BLS ไม่สามารถเก็บข้อมูลจากภาคครัวเรือนได้ตามปกติ และต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณเป็นพิเศษ ส่งผลให้ตัวเลขที่ออกมามีความคลาดเคลื่อนสูงกว่าปกติ


ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์จึงหันไปให้ความสำคัญกับตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนแทน ซึ่งพบว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมามีการจ้างงานเฉลี่ยเดือนละ 75,000 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้เองที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ The Fed น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคมที่จะถึงนี้


แคธี บอสต์จานซิค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Nationwide ให้ความเห็นว่า ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเป็นสัญญาณให้เฟดสามารถหยุดพักการลดดอกเบี้ยได้ และเตือนว่าตัวเลขอัตราว่างงานในครั้งนี้อาจไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงนักเนื่องจากปัญหาการเก็บข้อมูล

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด การจ้างงานในภาคสาธารณสุขยังคงเป็นพระเอก เพิ่มขึ้นถึง 46,000 ตำแหน่ง ตามมาด้วยภาคการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 28,000 ตำแหน่ง แต่ในทางกลับกัน ภาคการขนส่งและคลังสินค้ากลับมีการจ้างงานลดลง 18,000 ตำแหน่ง


นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าการที่นายจ้างชะลอการจ้างงานในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากความตื่นตระหนกต่อนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

ด้านประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยอมรับว่าตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงขาลงที่น่ากังวล หลังจากมีการประมาณการใหม่ว่าจำนวนงานที่สร้างขึ้นในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคมอาจน้อยกว่าที่เคยรายงานไว้ถึง 911,000 ตำแหน่ง


นอกจากนี้ สัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานยังเห็นได้จากอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่เย็นลง โดยรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้นเพียง 3.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 แม้จะเป็นผลดีต่อการควบคุมเงินเฟ้อ แต่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในอนาคตได้


หลังจากการประกาศตัวเลขดังกล่าว ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ลดลงเช่นกัน







รายงานโดย Thai American Media

อ้างอิงข้อมูลจาก Reuters

ความคิดเห็น


bottom of page