top of page

วิกฤตอุทกภัยคร่าชีวิตแล้วกว่า 500 ราย อินโดนีเซียเสียหายหนักสุด

  • รูปภาพนักเขียน: TK
    TK
  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ree

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568


ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ หลังฝนที่ตกหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ก่อให้เกิดอุทกภัยและดินโคลนถล่มเป็นวงกว้างในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม และภาคใต้ของไทย ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากทุกประเทศพุ่งสูงกว่า 400 ราย และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ประชาชนนับล้านชีวิตกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต


ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ หลังฝนที่ตกหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ก่อให้เกิดอุทกภัยและดินโคลนถล่มเป็นวงกว้างในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม และภาคใต้ของไทย ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากทุกประเทศพุ่งสูงกว่า 400 ราย และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ประชาชนนับล้านชีวิตกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต


สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งหน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 303 ราย โดยพื้นที่บนเกาะสุมาตราและชวาได้รับผลกระทบหนักที่สุด บ้านเรือนหลายแสนหลังคาเรือนจมอยู่ใต้น้ำ ถนนและสะพานถูกตัดขาด ทำให้การส่งความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีตายขึ้นไปอาศัยบนหลังคาเพื่อรอความช่วยเหลือ ทีมกู้ภัย ทหาร และอาสาสมัครกำลังทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังและลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังพื้นที่ห่างไกล แต่ด้วยขนาดของภัยพิบัติ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ


วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอินโดนีเซีย แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง:

มาเลเซีย หลายรัฐทางชายฝั่งตะวันออกเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลัน ประชาชนกว่า 100,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

เวียดนาม พื้นที่เกษตรกรรมในภาคกลางของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ จมอยู่ใต้น้ำ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ไทย สถานการณ์ในจังหวัดภาคใต้ยังคงวิกฤต แม้ระดับน้ำจะเริ่มทรงตัว แต่ผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และโครงสร้างพื้นฐานยังคงรุนแรง


เสียงเตือนจากภาวะโลกร้อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศหลายสถาบันชี้ตรงกันว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักและยาวนานผิดปกติเช่นนี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ได้เพิ่มพลังให้กับพายุและมรสุม ทำให้เกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น


เหตุการณ์อุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์นี้ จึงไม่ใช่แค่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ดังและชัดเจนที่สุดว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งใน "แนวหน้า" ที่ต้องรับมือกับผลกระทบของวิกฤตโลกร้อนโดยตรง และจำเป็นต้องมีแผนรับมือที่จริงจังและยั่งยืน ก่อนที่โศกนาฏกรรมครั้งต่อไปจะมาถึงและสร้างความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้

ความคิดเห็น


bottom of page