top of page

ทรัมป์ทุบโต๊ะ! สั่งอุ้มตลาดบ้าน ทุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์ซื้อพันธบัตร ดอกเบี้ยบ้านดิ่งต่ำกว่า 6% ครั้งแรกในรอบหลายปี

  • รูปภาพนักเขียน: ปั้นเงิน
    ปั้นเงิน
  • 6 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

วอชิงตัน ดี.ซี. – สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social สื่อโซเชียลมีเดียของตนเองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าได้สั่งการให้ตัวแทนเข้าซื้อ "พันธบัตรสินเชื่อที่อยู่อาศัย" (Mortgage Bonds) มูลค่ามหาศาลถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง

"นี่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านลดลง ค่างวดรายเดือนลดลง และทำให้การเป็นเจ้าของบ้านเป็นเรื่องที่จับต้องได้มากขึ้น" ทรัมป์กล่าวในโพสต์

ผลจากการประกาศดังกล่าวส่งผลทันทีในวันศุกร์ โดยข้อมูลจาก Mortgage News Daily ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับสินเชื่อบ้านแบบคงที่ 30 ปี ได้ร่วงลงมาอยู่ที่ 5.99% จากเดิม 6.21% ในวันก่อนหน้า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่อัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำกว่าระดับ 6% และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023


นายบิล พัลเต (Bill Pulte) หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลาง (FHFA) ได้ออกมายืนยันผ่านโซเชียลมีเดียว่า สองยักษ์ใหญ่ในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลอย่าง แฟนนีเม (Fannie Mae) และ เฟรดดีแมค (Freddie Mac) จะเป็นผู้ดำเนินการเข้าซื้อพันธบัตรเหล่านี้


การที่หน่วยงานรัฐบาลเข้าไปซื้อพันธบัตรจากผู้ให้กู้ (Lender) ทำให้ผู้ให้กู้มีเงินสดในมือมากขึ้นเพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อบ้านรายใหม่ เมื่อมีปริมาณเงินในระบบมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการยังคงที่ จึงเป็นเหตุผลให้อัตราดอกเบี้ยซึ่งเปรียบเสมือน "ราคา" ของเงินกู้ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว


นายพัลเตยังเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์ว่า ได้เริ่มดำเนินการตามคำสั่งของทรัมป์แล้ว โดย "ได้ทำการสั่งซื้อล็อตแรกไปแล้ว 3 พันล้านดอลลาร์"


แม้ว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีในทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการการเงินกลับมองว่าอาจไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ที่จะแก้ปัญหาตลาดที่อยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน

นักวิเคราะห์จาก UBS มองในแง่ดีว่า แผนนี้อาจช่วยกดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ 30 ปีให้ลดลงได้อีกราว 0.2% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทั้งตลาดบ้านสร้างใหม่และบ้านมือสอง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase กลับเห็นต่าง โดยชี้ว่าเม็ดเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์นั้น คิดเป็นเพียง 1.4% ของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 14.5 ล้านล้านดอลลาร์ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือเจ้าของบ้านจำนวนมากในปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำมากอยู่แล้ว (เฉลี่ยที่ 4.4%) ทำให้พวกเขาไม่ต้องการที่จะขายบ้านและไปกู้ซื้อบ้านใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า มาตรการนี้จึงอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือมากนัก


การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการหาเสียงครั้งสำคัญในช่วงเริ่มต้นปีแห่งการเลือกตั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้กับปัญหาปากท้องของชาวอเมริกัน ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลกระทบในระยะยาวจะเป็นอย่างไร





ที่มา: NBC News

ความคิดเห็น


bottom of page